เรื่องของเวลานาฬิกาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

31 03 2010

เรื่องของเวลานาฬิกาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

# เวลาจากดวงอาทิตย์
เมริเดียนของจุดใดจุดหนึ่งบนผิวโลก
จะผ่านตรงใต้ดวงอาทิตย์วันละครั้งเท่านั้น
อันตรภาคของเวลาขณะที่เมริเดียนของจุดนั้นเคลื่อนที่มาบรรจบครบรอบเรียกว่า
วันสุริยคติปรากฏ ๑ วัน เวลาซึ่งนับจากวันชนิดนี้เรียกว่า
เวลาสุริยคติปรากฏ (appa-rent solar time) นาฬิกาแดดบอกเวลาชนิดนี้
วันสุริยคติปรากฏ
มีความนานไม่เท่ากันทุกวันซึ่งเป็นเพราะการเคลื่อนที่ของโลกรอบดวงอาทิตย์
ไม่สม่ำเสมอกันและแกนโลกเอนทับเส้นทางโคจรปรากฏของดวงอาทิตย์
(ดูเรื่องสุริยวิถีหรือเส้นทางที่ดวงอาทิตย์ปรากฏเคลื่อนที่ไปบนทรงกลมท้อง
ฟ้า เล่ม ๑ พิมพ์ครั้งที่ ๑-๓ หน้า ๕๗ พิมพ์ครั้งนี้ ๔-๖ หน้า ๕๕)
เพื่อให้เวลานานของวันหนึ่งนานสม่ำเสมอเท่ากันสามารถใช้นาฬิกาเชิงกลบอกเวลา
ได้ ได้มีการใช้วันสุริยคติปานกลาง (mean solar day)
เฉลี่ยเวลาที่เมริเดียนของจุดหนึ่งๆ เคลื่อนที่ได้ครบหนึ่งรอบ
เวลาสุริยคติปานกลาง เป็นเวลาที่ใช้กันในความเป็นอยู่ของชีวิตประจำวัน
ความต่างกันระหว่างเวลาสุริยคติปรากฏ และเวลาสุริยคติปานกลาง นี้เรียกว่า
"สมการของเวลา" ระหว่างปีมีอยู่ ๔ ครั้ง ที่เวลาทั้ง ๒ ชนิดนี้เหมือนกัน
ประมาณ ๑๕ เมษายน ๑๔ มิถุนายน ๑ กันยายน และ ๒๕ ธันวาคม
การนับเวลาสุริยคติของไทยในสมัยโบราณวันหนึ่งแบ่งออกเป็น ๒๔ ชั่วโมง
กลางวัน ๑๒ ชั่ว-โมง และกลางคืน ๑๒ ชั่วโมง
ตั้งต้นวันเวลาย่ำรุ่งชั่วโมงต่อไปเป็นเช้า หนึ่งโมง สองโมง สามโมง สี่โมง
ห้าโมง และเที่ยง (วัน) บ่ายหนึ่งโมง สองโมงสามโมง สี่โมง ห้าโมง
และย่ำค่ำ รวม ๑๒ ชั่วโมงเวลากลางวัน
เวลากลางคืนภายหลังย่ำค่ำต่อไปเป็นหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม หนึ่งยาม สี่ทุ่ม
ห้าทุ่ม สองยาม เจ็ดทุ่ม แปดทุ่ม สามยาม สิบทุ่ม สิบเอ็ดทุ่ม
แล้วสิ้นวันเป็นเวลาย่ำรุ่ง
การนับเวลาเป็นชั่วโมง ทุ่ม ย่ำรุ่ง เที่ยง ย่ำค่ำและยาม
สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานความรู้ไว้ว่า
มีประเพณีในโบราณกาล การจัดยามรักษาการณ์ในพระบรมมหาราชวัง
เวลากลางคืนใช้ผลัดยามๆ ละ ๖ ชั่วโมงและเวลากลางคืนใช้ผลัดยามๆ ละ ๓
ชั่วโมง เมื่อถึงกำหนดเวลาผลัดเปลี่ยนยาม
มีการตีย่ำฆ้องระฆังเป็นสัญญาณการเปลี่ยนยามกลางวันเวลาย่ำรุ่ง ย่ำเที่ยง
(ซึ่งภายหลังเรียกกันว่า เที่ยงวัน) และย่ำค่ำเวลากลางคืน
การตีย่ำฆ้องระฆังเป็นสัญญาณผลัดเปลี่ยนยามเวลาหนึ่ง สองยาม และสามยาม
ในสมัยต่อมา มีการนับวันตามแบบสากลนิยมวันเริ่มเวลาสองยาม
แล้วเรียงลำดับเป็นเช้า ๑ โมงไปจนถึงเที่ยง ต่อจากนั้นนับเป็นบ่าย ๑
โมงจนถึงย่ำค่ำ
ซึ่งมีความหมายชั่วโมงเช้าเป็นชั่วโมงก่อนดวงอาทิตย์โคจรมาถึงเมริเดียน
เรียกว่า แอนทริเมริ-เดียน หมายถึงก่อนเมริเดียน (ante neridian)
ใช้อักษรย่อ A.M.
และชั่วโมงบ่ายเป็นชั่วโมงภายหลังดวงอาทิตย์โคจรผ่านเมริเดียนไปแล้วเรียก
ว่า โพสต์เมริ-เดียน หมายถึงหลังเมริเดียน (post meridian) ใช้อักษรย่อ
P.M.
ปัจจุบันนี้ นับเริ่มวันใหม่จากเที่ยงคืน แต่การนับเรียกเป็น ๐ นาฬิกา
และลำดับต่อไปเป็น ๑นาฬิกา จนถึง ๒๔ นาฬิกา
ซึ่งเป็นเวลาสิ้นวันเก่าและตรงกับเริ่มวันใหม่ ๐ นาฬิกา
เวลาดวงดาว
ดวงอาทิตย์เป็นเครื่องรักษาเวลาธรรมชาติ
แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาสำหรับนักดาราศาสตร์
เพราะดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ระหว่างดาวไปทางตะวันออก
นักดาราศาสตร์จึงต้องใช้ "เวลาดาราคติ"
ซึ่งใช้หลักอันตรภาคของเวลาระหว่างที่ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งผ่านเมริเดียนบรรจบครบ
หนึ่งรอบติดๆ กัน หนึ่งวันดาราคตินาน ๒๓ ชั่วโมง ๕๖ นาที ๔.๐๙
วินาทีของวันสุริยคติปานกลาง
ในปีหนึ่งมีจำนวนวันดาราคติมากกว่าวันสุริยคติปานกลางหนึ่งวัน
นาฬิกาซึ่งรักษาเวลาดาราคติที่หอสังเกตการณ์ดาว
และนาฬิกาซึ่งรักษาเวลาสุริยคติปานกลาง จะบอกเวลาเท่ากันประมาณ ๒๑ กันยายน

เวลาท้องถิ่น
เวลาท้องถิ่นที่บริเวณใด เป็นเวลาซึ่งดวงอาทิตย์ชี้บอกที่เมริเดียนนั้น
เวลาชนิดนี้จึงแตกต่างกันตามลองจิจูดที่ต่างกัน บนผิวโลก ต่างกัน ๑
ชั่วโมงเท่ากับ ลองจิจูดต่างกัน ๑๕ องศา หรือ ๔ นาทีสำหรับทุกๆ ๑
องศาลองจิจูด ความต่างระหว่างเวลาท้องถิ่นกับเวลาที่ลองจิจูด ๐ องศา
ซึ่งผ่านกรีนิชขณะเดียวกันเท่ากับความต่างของลองจิจูดที่ท้องถิ่นกับกรีนิช

เวลามาตรฐาน
ถ้าทุกแห่งใช้เวลาท้องถิ่น
จะเกิดความสับสนสำหรับผู้ที่ท้องเที่ยวจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งและ
สำหรับกิจการอื่นๆ อีกหลายอย่าง
รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับการส่งรับวิทยุโทรทัศน์และการสื่อสาร
ประเทศอังกฤษทั้งประเทศใช้เวลาของเมริเดียนกรีนิช
ประเทศฝรั่งเศสแต่ก่อนเคยใช้เวลาของเมริ-เดียนปารีส
แต่ได้เปลี่ยนมาใช้เวลาของกรีนิชตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๕๔ (ค.ศ. ๑๙๑๑)
สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่
เป็นการยากที่จะใช้เวลาเดียวกันทั้งประเทศจากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกถึงฝั่ง
มหาสมุทรแปซิฟิกดวงอาทิตย์ขึ้นที่ซานฟรานซิสโก (Sanfrancisco)
ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาประมาณ ๔ ชั่วโมง
ภายหลังที่ขึ้นที่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือในรัฐเมน (Maine)
เวลามาตรฐานที่ใช้อยู่ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดานับจากเวลากรีนิชเป็นหลัก
พื้นที่ต่างๆ ใช้เวลาแตกต่างกันเป็นจำนวนชั่วโมงเต็มๆ
ให้เมริเดียนกลางของแถบภูมิประเทศ ๒ ข้างเป็นแถบกำหนดเวลามาตรฐานเช่น
เมริเดียนกลาง ๗๕ องศา จากกรีนิช ๙๐ องศา ๑๐๕ องศาและ ๑๒๐ องศา จากกรีนิช
โดยทั่วไปให้ภูมิประเทศ ๒ ข้างของแถบเมริเดียนกลางใช้เวลาเดียวกัน
มีพิเศษอยู่บางตอนเพื่อความเหมาะสมกับการแบ่งเขตของรัฐ
ในประเทศไทยเราใช้เวลามาตรฐานของลองจิจูด๑๐๕ degree หรือ ๗ ชั่วโมง
ต่างกันกับเวลากรีนิช ที่กรุงเทพมหานคร
เวลาท้องถิ่นกับเวลามาตรฐานต่างกันประมาณ ๑๘ นาที กล่าวคือ
เวลามาตรฐานของกรุงเทพมหานคร เร็วขึ้นหน้าเวลาจริงของท้องถิ่นประมาณ ๑๘
นาที
เวลาเร็วขึ้นหรือช้าลงทุกๆ ๑๕ องศาลองจิจูดก็มีการเปลี่ยน ๒๔ ชั่วโมง
เมื่อเราเดินทางไปรอบโลก โดยที่วันหนึ่งมีเพียง ๒๔ ชั่งโมง
ก็ต้องมีทางแก้ไขไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงเกินกว่า ๒๔ ชั่วโมงนับตั้งแต่ต้น
ถ้าไม่ทำเช่นนั้น วันตามปฏิทินในตำบลต่างๆ ของโลกก็จะสับสนกันมาก
การแก้ไขปัญหานี้ได้มีการกำหนดเริ่มต้นของวันปฏิทินที่เส้นซึ่งเลือกขึ้นใน
มหาสมุทรแปซิฟิก เส้นนี้มีชื่อว่า เส้นวันสากล (international date line)
เส้นวันสากลไปตามเมริเดียน ๑๘๐ องศา ครึ่งหนึ่งของรอบโลกของกรีนิช
มีเบี่ยงเบนไปบ้างบางแห่งกำหนดให้รอบๆ เกาะอาลิวเชียน (Aleutian)
นับเวลาเหมือนกับทางอะแลสกา (Alaska)
และเกาะในทะเลใต้บางเกาะเหมือนกับออสเตรเลีย
เมื่อเดินทางไปทางตะวันตกผ่านถึงเส้นนี้ ทิ้งวันตามปฏิทินออกไป ๑
วันและตรงกันข้าม เมื่อเดินทางไปทางตะวันออกถึงเส้นวันสากล
ต้องซ้ำวันตามปฏิทินวันเดียวกันนั้นอีก

Daylight Saving Time(DST)
ในประเทศเมืองหนาว เช่น ประเทศแถบยุโรป
พอย่างเข้าสู่ฤดูร้อนจะมีการปรับเวลาให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง
หรือที่เราเรียกว่า Daylight Saving Time (DST)
หรือบางครั้งอาจจะเรียกได้ว่าเป็น Summer Time
และเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวทุกคนก็จะปรับเวลากลับมาเป็นเหมือนเดิม
ซึ่งจุดประสงค์หลักของการปรับเวลา Daylight Saving Time นั่นก็คือ
การใช้ประโยชน์จากแสงดวงอาทิตย์ให้มากที่สุด

การปรับเวลายังช่วยประหยัดพลังงานจากการลดการใช้ไฟฟ้าในการให้แสงสว่างและ
อุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ เพราะถ้าร่นเวลาให้เร็วขึ้นอีก 1 ชั่วโมง
คนก็จะตื่นเร็วขึ้นมีเวลาทำอะไรระหว่างที่มีแสงสว่างอยู่มากขึ้น

เบนจามิน แฟรงกลิน
นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันเป็นคนแรกที่เกิดความคิดเรื่องการปรับเวลานี้ขึ้น
มา โดยเขียนไปเสนอแนวคิดนี้กับบรรณาธิการของวารสาร The Journal of Paris
ในปี 1784 แต่ไอเดียของเขากลับถูกมองว่าน่าขัน

แนวคิดนี้ได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้น เมื่อวิลเลียม วิลเล็ตต์
สถาปนิกชาวอังกฤษนำเสนอแนวทางดังกล่าวในหนังสือเรื่อง Waste of Daylight
ในปี 1907 เนื่องจากเขาพบว่าหน้าร้อนพระอาทิตย์ขึ้นเร็ว
แต่ก็มีคนน้อยมากที่ตื่นมารับแสงอรุณ
ทำให้เกิดความรู้สึกเสียดายแสงแดดขึ้นมา
วิลเล็ตต์ต่อสู้เป็นเวลาหลายปีเพื่อจะให้มีการปรับเวลาในอังกฤษ
แต่เขาก็ตายก่อนที่ความคิดเขาจะถูกนำไปปฏิบัติ

การปรับเวลาถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกโดยรัฐบาลเยอรมนีในปี 1916
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ตามติดมาด้วยอังกฤษ (1916) และสหรัฐอเมริกา
(1918)
แสงของช่วงกลางวันถูกใช้แทนแสงจากดวงไฟและช่วยประหยัดเชื้อเพลิงซึ่งมีค่า
ยิ่งในช่วงสงคราม

หลังสงครามสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการปรับเวลา แต่พอถึงสงครามโลกครั้งที่ 2
ประเทศที่เข้าร่วมสงครามต่างก็หันมาใช้ DST
โดยทันทีเพื่อประหยัดพลังงานไว้ใช้ในยามสงคราม สหรัฐฯ
เองก็ออกกฎหมายให้ปรับเวลาทั้งปีหลังการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์เพียง 40 วัน
และหลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในการปรับเวลาอีกหลายครั้ง

ตอนนี้ช่วงเวลาของการใช้ Daylight Saving Time ในสหรัฐฯ
กินเวลาทั้งสิ้นเกือบ 7 เดือน คือเริ่มตั้งแต่ 2
นาฬิกาของวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน จนกระทั่งถึง 2
นาฬิกาของวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม
โดยการปรับเวลาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละเขตเวลา (time zone)

ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าดินแดนที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรส่วนใหญ่ไม่ค่อยวุ่นวาย
เรื่องปรับเวลากัน เพราะไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก
หรือความยาวของช่วงกลางวันเท่าใดนัก อย่างบางส่วนของสหรัฐฯ เช่น
รัฐแอริโซนา ฮาวาย เขตเวลาทางตะวันออกของอินเดียนา
และบริเวณเกาะที่เป็นของสหรัฐฯ อย่าง เปอร์โตริโก ยูเอสเวอร์จินไอส์แลนด์
อเมริกันซามัว และกวม
ที่เลือกใช้เวลามาตรฐานตลอดทั้งปีโดยไม่มีการปรับเวลา

แต่มีบ้างเหมือนกันที่เลือกปรับเวลาเพื่อประหยัดพลังงาน
หรือด้วยเหตุผลอื่น เช่น เม็กซิโกซึ่งเป็นประเทศเขตร้อน แต่ขอใช้ DST
ทั่วประเทศกับเขาด้วย เนื่องจากว่ามีความผูกพันทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ มาก
เลยขอปรับเวลาตาม
ยกเว้นรัฐเดียวคือรัฐโซโนราซึ่งมีพรมแดนติดกันรัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ
ที่ขอไม่ปรับเวลาตามแบบแอริโซนา

ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 70 ประเทศที่มีการปรับเวลา
อย่างประเทศในสหภาพยุโรป (กลุ่มอียู) จะเริ่มปรับเวลาในเวลา 1
นาฬิกาของวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคม และปรับคืนในเวลา 1
นาฬิกาของวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคมโดยไม่มีการแบ่งเขตเวลา

สำหรับชาวรัสเซีย ช่วงฤดูร้อนจะหมุนเวลาให้เร็วขึ้นกว่าเวลาปกติ 2 ชั่วโมง
และในช่วงฤดูหนาว เวลาของเขตเวลาทั้ง 11
เขตของรัสเซียจะยังคงเร็วกว่าเวลาปกติอยู่ 1 ชั่วโมง

ด้านประเทศในซีกโลกใต้ที่ฤดูร้อนจะมาเยือนในเดือนธันวาคมนั้น จะใช้ Daylight Saving Time ในเดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม

ส่วนกำหนดการที่จะให้คนปรับนาฬิกาของตัวเองนั้น
มักจะกำหนดไว้เป็นช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์
ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าต้องการหลีกเลี่ยงความสับสนอลหม่านที่ต้องเกิดขึ้น
แน่ๆ กับคนขี้ลืม ซึ่งจะทำให้ชีวิตวุ่นวายมากถ้าปรับเวลาในวันธรรมดา

ที่มา sweetjunior

From : Fortune Stars

คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: