ฉันถูกแต่ระบบผิด ระบบถูกแต่เธอผิด

11 06 2010

ฉันถูกแต่ระบบผิด ระบบถูกแต่เธอผิด

ถ้าลองบอกคนอื่นว่า
มีรถคันหนึ่งขับส่ายไปมาบนถนนในยามดึกสงัดคนที่ได้ฟังส่วนใหญ่จะสรุปในเกือบ
ทันทีว่าคนขับรถคันนั้นถ้าไม่เมาก็ต้องง่วงนอนแน่ๆ

ทั้งๆ
ที่ยังไม่ได้ถามต่อไปว่าขับรถแบบไหน รถมีสภาพเป็นอย่างไร
ถนนตรงหรือคดเคี้ยว ฝนตก หมอกลงหรือไม่
ซึ่งคงสังเกตได้ว่าคนเราพยายามหาคำอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราเสมอ
เราพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เพื่อที่ว่าเราจะได้หาทางออกตระเตรียมไว้ก่อน
คุณสมบัตินี้ของเราทำให้มนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
ยิ่งเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นมากเท่าใด
ผู้คนก็คิดว่ามีโอกาสรอดพ้นจากการคุกคามที่มาจากสิ่งนั้นมากขึ้นเท่านั้น
หรืออีกทางหนึ่ง ก็ทำให้มีโอกาสกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้ดีกว่า

อย่าง
ไรก็ตาม คำตอบที่ได้ไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องเสมอไป
ได้คำตอบเร็วก็จริงแต่กลายเป็นคำตอบที่ไม่จริงไปเสียอีก ยิ่งกว่านั้น
ต้องยอมรับอีกด้วยว่าผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ใช่นักหาคำตอบที่ดี
มีน้อยคนที่จะเป็นนักคิดที่คิดเป็นระบบ
คิดอย่างมีขั้นตอนชัดเจนจนนำไปสู่คำตอบที่เป็นจริงได้ ส่วนใหญ่แล้ว
ผู้คนจะสรุปคำตอบจากสิ่งที่เข้าใจง่ายที่สุดไว้ก่อน อยากได้คำตอบเร็วๆ
เลยหาคำตอบจากตัวประกอบที่เข้าใจได้ง่ายๆ ไว้ก่อน
อคตินี้เองทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งในระหว่างผู้คนที่ต้องทำงานด้วยกัน
หรือแม้แต่คนในครอบครัวเดียวกันอยู่เป็นประจำ

ถ้าย้อนกลับไป
คิดเรื่องรถขับส่ายไปมาตอนกลางคืนกันอีกครั้ง
จะเห็นได้ว่าผู้คนพุ่งความสนใจแทบทั้งหมดไปที่ตัวคน
เพราะเข้าใจเรื่องคนได้ง่ายกว่าตัวประกอบอื่นๆ ในเรื่องนี้
เราเข้าใจได้ง่ายๆ ว่าถ้าคนง่วงหรือเมาแล้วรถจะวิ่งส่ายไปมาได้อย่างไร
แต่ถ้าต้องนึกให้ซับซ้อนไปอีกขั้นหนึ่งว่าตัวประกอบในเรื่องนี้มีอะไรบ้าง
หลายคนก็ส่ายหน้าแล้วบอกว่ายุ่งยากไปทำไม ในเมื่อเห็นอยู่ชัดๆ
แล้วว่าคนขับเป็นตัวการแน่ๆ คนขับกลายเป็นแพะในทันที
หากความจริงกลายเป็นว่ารถเสียหรือเส้นทางคดเคี้ยว ดังนั้น
ถ้าไม่อยากให้ตัวเรากลายเป็นเหยื่อของอคตินี้
ต้องมองให้ครบถ้วนทั้งระบบว่ามีตัวประกอบอะไรบ้าง
ก่อนจะวินิจฉัยว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่ การรีบร้อนสรุปคำตอบมากเกินไป
จะทำให้เราละเลยตัวประกอบอื่นๆ ที่อาจเป็นต้นเหตุที่แท้จริงในเรื่องนั้น
เหตุแท้จริงยังไม่ได้รับการแก้ไข ปัญหาเดิมๆ ก็เกิดซ้ำซากขึ้นได้อีก
ถ้านึกดูดีๆ จะทราบได้ว่าตัวประกอบที่เกี่ยวข้องกับการขับรถส่ายไปมานั้น
มีตัวประกอบที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยสามอย่าง คือ คนขับรถ ตัวรถ
และสภาพแวดล้อม ซึ่งรวมทั้งสภาพถนนกับสภาพอากาศ ถ้าเราไม่มีอคติแบบนี้
ก็ต้องยอมทนยากลำบากวิเคราะห์ตัวประกอบให้ครบทุกตัว
เพื่อหาคำตอบที่มีโอกาสเป็นจริงได้มากที่สุด
ถ้าพบปัญหาใดเกิดขึ้นแล้วหันมาโทษคนเอาไว้ก่อนว่าเป็นต้นเหตุของปัญหานั้น
แบบนี้ต้องเรียกว่าอคติเต็มขั้น ระบบถูกแต่เธอผิดทุกกรณีไป

ทั้ง
นี้
ต้องสังเกตให้ดีด้วยว่าถ้าเป็นเรื่องที่เกิดกับคนอื่นแล้วมักสรุปความคิด
เกี่ยวกับเรื่องนั้นว่าตัวคนเป็นต้นเหตุไว้ก่อน
เห็นคนอื่นมาสายก็คิดไปว่าคนนั้นตื่นสายโดยไม่ได้ดูว่าวันนั้นการจราจรใน
บริเวณนั้นหนาแน่นกว่าปกติ
คิดให้คนเป็นต้นเหตุนั้นง่ายกว่าคิดเรื่องสภาพจราจร
หรือคิดเรื่องสภาพแวดล้อมรอบตัวในขณะนั้นว่าเป็นต้นเหตุให้มาสายได้อย่างไร
ดังนั้น เมื่อใดก็ตาม ที่ต้องวินิจฉัยเรื่องใด
ให้เตือนตัวเองเสมอว่าคนเรานั้นมีอคติในทางที่จะหาคำตอบที่เข้าใจง่ายๆ
ไว้ก่อนเสมอ เรามักรีบร้อนเร่งสรุปจากนิสัยของคนที่เกี่ยวข้องบ้าง
จากประวัติ จากการศึกษาของคนคนนั้นบ้าง
ซึ่งมักจะนำไปสู่คำตอบที่ผิดได้ง่ายๆ
คำตอบที่ไม่เป็นจริงที่คิดขึ้นมาเองนี่แหละ
ที่ทำให้คนทะเลาะกันชนิดเอาเป็นเอาตายกันมามากแล้ว
จะแก้อคตินี้อย่างง่ายได้โดยรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา
แล้วลองถามตัวเองว่าถ้าตัวประกอบต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับเรามีอาการเหมือนที่เกิดขึ้นกับคนอื่นแล้วเราจะทำอย่างไร
คำตอบที่ได้อาจจะเป็นคำตอบเดียวกันกับที่คนที่เราตำหนินั้นได้มาก่อนแล้วก็
ได้ ถ้ารู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว เราอาจพบคำตอบที่แท้จริง
และทำให้เราสามารถแก้ปัญหานั้นอย่างตรงประเด็น ปัญหาจะได้หมดไปจริงๆ
ไม่ใช่คงอยู่ต่อไปโดยเราไม่รู้ตัว ถ้าต้นเหตุของการขับรถส่ายไปมา คือ
ถนนคดเคี้ยว ถ้าเราได้คำตอบจริงๆ แล้ว เราก็หาทางปรับปรุงถนนให้ตรงมากขึ้น
ต่อไปรถก็ไม่ต้องขับส่ายไปมาเพราะถนนนั้นอีกแล้ว ในทางตรงข้าม
ไม่ว่าจะจับคนขับไปปรับสักกี่คน รถที่วิ่งบนถนนที่คดเคี้ยวนั้น
ก็ยังวิ่งส่ายไปมาเหมือนเดิมอยู่ดี

ถ้ากลายเป็นตัวเราเป็นคน
ขับรถที่ส่ายไปส่ายมานั้น เราจะโทษว่าตัวเราเป็นต้นเหตุเป็นอันดับสุดท้าย
ไม่ว่าเราจะเมา เราจะง่วงนอนแค่ไหนก็ตาม ถนนแย่ รถแย่ไว้ก่อน
ระบบผิดแต่ฉันถูกเสมอ
ผู้คนมีแนวโน้มที่จะโยนความผิดพลาดให้ระบบมากกว่าที่จะพิจารณาว่าตนเอง
บกพร่องอย่างไร ความจริงทั้งสองด้านที่กล่าวมานี้
ได้รับการเปิดเผยจากนักปราชญ์มานานหลายสิบปีมาแล้ว
นักปราชญ์เรียกอคตินี้ว่า เป็นอคติที่เป็นพื้นฐาน หมายถึง
เกิดขึ้นเป็นธรรมดาและเกิดขึ้นได้กับทุกคน สิ่งที่สนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ
อคติที่กล่าวมาแล้ว คือ มุ่งเน้นตัวคนมากกว่าระบบถ้ามองคนอื่น
แต่ถ้ามองตัวเองจะมุ่งเน้นไปที่ระบบมากกว่าตัวเอง
จะเกิดขึ้นกับผู้บริหารมากกว่าพนักงาน
แต่พนักงานจะได้รับผลเสียจากอาการนี้มากกว่าผู้บริหาร
ไม่ว่าระบบการทำงานที่ผู้บริหารกำหนดขึ้นไว้จะย่ำแย่เพียงใด
เวลาที่เกิดความผิดพลาดขึ้น
ผู้บริหารจะโยนให้เป็นความบกพร่องของพนักงานทั้งหมด
ซึ่งความผิดพลาดก็จะคงอยู่ต่อไป พร้อมๆ
กับที่พนักงานจะมีขวัญและกำลังใจแย่ลงไปเรื่อยๆ
พนักงานตั้งใจทำงานสุดฝีมือตามขั้นตอนการทำงานแย่ๆ ที่ผู้บริหารกำหนดไว้
ทำดีแค่ไหน ผลลัพธ์ก็แย่อยู่ดี
ตั้งใจทำงานตามขั้นตอนที่แย่ไม่มีทางให้ผลงานที่ดีออกมาได้
ผู้บริหารจะมองไม่เห็นความย่ำแย่ในสิ่งที่ตนเองได้กำหนดไว้
มองเห็นแต่ความบกพร่องของพนักงาน ซึ่งจะตามมาด้วยขั้นตอนการลงโทษ
หรือการกดดันในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น
คนที่ตั้งใจเต็มที่แต่ได้รับการตำหนิและการกดดันต่างๆ สารพัดกลับคืนมาแทน
ย่อมทำให้หมดแรงกายแรงใจได้ง่ายๆ ดังนั้น
ผู้บริหารต้องตระหนักรู้ในอคตินี้ไว้ให้ดีเป็นพิเศษมากกว่าพนักงานทั่วไป

นักปราชญ์บอกไว้ด้วยว่าที่ใดที่ผู้คนตระหนักรู้ในอคตินี้
ที่นั่นจะมีความเจริญก้าวหน้า ที่ใดที่ผู้คนลุ่มหลงในอคตินี้
ที่นั่นมีแต่การขัดแย้งจากการกล่าวโทษติเตียนกันเอง จนไม่รู้จบสิ้น

ดร.บวร
ปภัสราทร
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion
/borvorn/20100205/99143/ฉันถูกแต่ระบบผิด-ระบบถูกแต่เธอผิด.html
http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=longkiddoo&group=10&page=4


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: