นิทานก่อนนอน

15 09 2010

สองพ่อลูกผู้โง่เขลากับลา

 

       
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสองพ่อลูกคนโม่แป้งเป็นเจ้าของโรงสีแต่ยากจนมากอยู่
ครอบครัวหนึ่ง และปีนี้ด้วย จะเป็นเพราะเคราะห์หามยามร้าย
บรรดาลให้ต้องหนักขึ้นมามากกว่าเก่าเข้าไปอีก เพราะเท่าที่ผ่านมาก็
จนแสนที่จะจนอยู่แล้ว และยังมาปีนี้ ด้วย ฝนฟ้าก็ไม่ยอมตกลงมาให้เลยสักนิด
พื้นดินจึงเกิดความแห้ง แล้ง
และจึงเป็นผลให้ต้นข้าวสาลีที่เมื่อก่อนพอจะมีพวกชาวนานำมาโม่เป็นแป้งนั้น
อยู่บ้าง ก็เกิดเหี่ยวเฉาและ ตายเสียจนหมดทุกไร่ไป
สองพ่อลูกจึงต้องหนักใจด้วยไม่มีใครนำข้าวสาลีมาสีเป็นแป้งเลยสักเจ้าเดียว
ลูกชายได้พูดบอกกับพ่อว่า ‘ พ่อ ๆ แม้แต่แป้งที่จะมาทำเป็นขนมปังใช้กินกัน
ก็หมดแล้วนะ จะทำยังไงดีล่ะ ‘ พ่อจึงพูดขึ้นว่า ‘ ต้นสาลีก็ตายหมด
ไม่มีใครจะเอามาโม่แล้วด้วย เฮ่อ..กลุ่มใจดีแหละ แต่..เดียวก่อน
เรายังมีลาอยู่นี่ไง ไม่มีแป้งโม่ เจ้าลานี่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี
เอาลานี่ไปขายแลกเอาเงินมาใช้กินกันดีกว่า ‘

        เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว
สองพ่อลูกจึงตัดสินใจที่จะนำลาตัวนั้นไปขายเสียที่ในเมือง
ชายเจ้าของโรงสีและลูกชาย จูงลาเดินไปตามทางเรื่อย ๆ อากาศก็ร้อน
แดดก็เปรี้ยงเสียด้วยวันนั้น สองพ่อลูกเดินจูงลาและเช็ดเหงื่อที่ไหล
ย้อยลงมาอย่างไม่ยอมหยุดและเดินทางไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทาง
พวกเขาได้พบกับพวกผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังซักผ้ากันอยู่ที่ริมแม่น้ำ
ผู้หญิงในกลุ่มนั้นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า ‘ดูนั่นซิ’ และยังชี้มือมาทางเจ้าของ
โรงสี และลูกชาย ‘ ช่างโง่ชะมัดเลยทั้งสองคน….เธอว่าไหม ?’

        เจ้าของโรงสีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็นึกโมโหที่เดินอยู่ดี ๆ
ก็มีคนมาว่า ‘ ว่าโง่ชะมัด ‘ อย่างนั้น จึงตะโกนถาม
ผู้หญิงคนที่พูดขึ้นนั้นว่า ‘
ทำไมการเดินจูงลาแล้วจะต้องเป็นคนที่โง่ชะมัดอย่างที่หล่อนว่านั้นด้วยเล่า ?
‘ ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดว่า ‘ ก็ถ้าเป็นคนที่ฉลาด ๆละก็
ก็คงจะไม่ยอมเดินคลุกฝุ่นอย่างนั้นอยู่ได้น่ะสิ ทั้งๆที่คน
หนึ่งน่าจะขี่หลังลา นั่งให้สบาย ๆ แต่ไม่ยักกะทำ พวกเราถึงได้ว่า
ว่าโง่ชะมัดยังไงเล่า?’ ผู้พ่อเมื่อได้ฟัง
ดังนั้นก็เห็นด้วยกับผู้หญิงคนที่พูดนั้น เขาจึงบอกกับลูกชายว่า ‘
ที่ผู้หญิงคนนั้นพูดก็ถูกนะ ลูกขึ้นไปขี่ลาเถิด มา ขึ้นมา’
ว่าแล้วเขาก็ช่วยลูกชายให้ขึ้นนั่งบนหลังลา แล้วทั้งสองคนเดินก็ทางกันต่อไป
ในไม่ช้า สองพ่อลูก ก็พบหญิงชรานางหนึ่งมือถือไม้เท้า
และกำลังจะเดินสวนทางมาทางสองพ่อลูกเข้าอีก

        หญิงชรานางนั้นเมื่อเดินสวนมาถึงที่ใกล้ ๆ กับสองพ่อลูก
แล้วอยู่ ๆ นางก็ยกไม้เท้าที่ถือมาในมือนั้นขึ้นเคาะไปที่
หัวของลูกชายที่นั่งอยู่บนหลังลาดัง ‘ ป๊อก ‘ แล้วพูดอย่างโมโหฉุนเฉียวว่า ‘
อ้าย คนเนรคุณ ! จอมขี้เกียจ สันหลังยาว อากาศร้อน ๆออกอย่างนี้
แทนที่จะให้พ่อผู้แก่ชรานั่งบนหลังลากับมานั่งเสียเอง ดูสิ ! แกนั่นแหละ
ควรเป็นคนเดินไม่ใช่พ่อแก ‘ ลูกชายตกใจมากที่อยู่ดี
ๆก็มาโดนเคาะหัวแล้วยังแถมโดนหญิงชราดุสั่งสอน เอาอย่างนั้นเข้าอีก
แต่เขาก็คิดเห็นด้วยกับคำพูดของหญิงชราผู้นั้น ‘ เอ
ที่จริงหญิงชราผู้นั้นก็พูดถูกน่ะพ่อ’
ลูกชายว่าแล้วก็กระโดดลงจากหลังลาแล้วเปลี่ยนที่ให้พ่อนั่งบนหลังลาบ้าง
แล้วจึงเดินทางต่อไปอีก

        เมื่อเดินทางต่อมาได้อีกไม่ไกลนัก
ก็ได้พบกับคนเดินทางเดินสวนทางผ่านมา คนเดินทางผู้นั้นมองสองพ่อลูก
แล้วพูดเปรย ๆให้ได้ยินทั้ง ๆหัวเราะว่า ‘ โง่ชะมัดเลยทั้งพ่อทั้งลูก ทั้ง
ๆที่ร้อนออกอย่างนี้ มีลาอยู่ทั้งตัว ก็จะมามัวเดินจูงอยู่ทำไมก็ไม่รู้
ก็ขึ้นไปนั่งทั้งสองคนก็หมดเรื่อง ทำไมถึงโง่จริง ๆ เลย ฮ่า ๆๆๆ ‘
เจ้าของโรงสีและลูกชายก็เห็นด้วยตามที่คนเดินทางผู้นั้นพูดอีกนั่นแหละ ‘
คนเดินทางผู้นั้นพูดก็ถูกน่ะ’ ผู้พ่อ ว่า
แล้วเขาก็ช่วยให้ลูกชายขึ้นมานั่งลงที่ข้างหลังของเขา
แล้วทั้งสองก็เดินทางต่อ โดยขึ้นขี่หลังลาไปด้วยกัน ทั้งสองคน

        พวกเขาเกือบไปถึงเมืองแล้ว
แต่ก็ยังได้ไปพบกับผู้ชายที่เป็นชาวนาคนหนึ่งเข้า ‘นี่ลาของคุณหรือ’ ‘ใช่’
เจ้าของโรงสี ตอบ ‘เราจะเอาไปขายที่ตลาด คุณถามทำไมล่ะ’
ชายชาวนาจึงตอบกลับมาว่า ‘ ก็ในไม่ช้า เจ้าลาที่น่าสงสารนี่ คงหมดแรงลงแน่ ๆ
ถ้าต้องแบกคุณสองคนไปตลอดทาง เชื่อสิ ‘ ชายชาวนาคนนั้นตอบ ‘
แล้วตอนนั้นใครเขาจะ อยากซื้อมัน จริงไหม
เราคิดว่าถ้าพวกท่านจะช่วยแบกมันแทนล่ะก็ น่าจะดีกว่านะ ‘
เจ้าของโรงสีและลูกชาย
มองตากันและเห็นด้วยกับชาวนาคนนั้นที่พูดทักขึ้นทันที

        ‘ นี่ก็เป็นความคิดที่ดี’ เจ้าของโรงสีเอ่ย
แล้วเขาก็หาไม้และเชือกมา ช่วยกันผูกลากับไว้ท่อนไม้ และหามเจ้าลา
เข้าไปในเมือง ผู้คนในเมืองไม่เคยเห็นสิ่งที่ตลกเท่านี้มาก่อนเลย ‘ดูซิ’
ชายคนหนึ่งร้อง ‘พวกเขาพยายามหามลา’
คนในเมืองพากันหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนน้ำตาไหล
ทีนี้ก็ถึงตาเจ้าลาบ้างแล้ว ลาไม่ว่าอะไรหรอกที่ต้องถูก หามแบบนี้
แต่มันไม่ชอบให้ใครมาหัวเราะเยาะ ดังนั้นมันจึงพยศขึ้น
คือมันทั้งดิ้นสะบัดตัวและทั้งเตะทั้งถีบ จนในที่สุดเชือกก็เลยขาดออก
แล้วบังเอิญตรงนั้นเป็นสะพานข้ามคลองเข้าพอดี
ลาเลยตกลงไปในน้ำและจมหายไปในน้ำนั้นทันที
เจ้าของโรงสีและลูกชายจึงจำต้องเดินหน้าเศร้ามือปล่าว
กลับบ้านอย่างช่วยไม่ได้ และต้องเสียลาไปโดยปล่าวประโยชน์ ‘
พ่อไม่น่าพยายามจะทำให้ถูกใจทุกคนเลย’ เขาบอกและถอนใจใหญ่
‘ในที่สุดก็ลงเอยว่า พ่อทำไม่ถูกใจใครสักคน
พ่อว่าตอนนี้พ่อเองแหละที่โง่เหมือนลา’


        นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

        ๐ ไม่รู้จักที่จะใช้มันสมองและความคิดของตัวเอง
มัวแต่อาศัยและทำตาม ความคิดของชาวบ้าน
สักวันหนึ่งก็จะต้องพบกับความเสียหาย อย่างสองพ่อลูกเข้าจนได้สักวัน


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: